Borrowing and liquidations

อะไรทำให้การกู้ยืมใน V2 พิเศษไม่เหมือนใคร?

Liquity V2 เป็นผู้บุกเบิกการให้ผู้ใช้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้เอง ทำให้ผู้ใช้สามารถกู้ stablecoin **BOLD** ได้ตามเงื่อนไขที่ตัวเองเลือก ผู้กู้สามารถตั้งและปรับอัตราที่ต้องการจ่ายสำหรับเงินกู้ได้เอง ซึ่งจะทำให้ตลาดอัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยความเสี่ยงที่ผู้กู้ยอมรับได้ โดยไม่ต้องพึ่งพา governance หรืออัลกอริทึมจัดการอัตราดอกเบี้ย และสินทรัพย์ค้ำประกันแต่ละประเภทก็จะมีตลาดกู้ยืมแยกของตนเอง เปิดโอกาสให้ตลาดอัตราดอกเบี้ยเติบโตได้เอง

Liquity V2 ยังคงต่อยอดจากพื้นฐานของ V1 ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ปลอดภัยสูงและไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ (immutable) ที่สามารถออก stablecoin ที่กระจายศูนย์ที่สุดในโลกคริปโต

ทั้งหมดนี้ทำให้ Liquity V2 มอบประสบการณ์การกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทุนคุ้มค่า ปลอดภัย และ decentralized อย่างแท้จริง ซึ่งหาที่อื่นเปรียบไม่ได้

ทำไม Liquity ถึงไม่เปิดให้บริการ frontend ของตัวเอง?

เพื่อเพิ่มความเป็นการกระจายศูนย์และความทนทานของโปรโตคอล Liquity AG จึงไม่ได้ดำเนินการ frontend ส่วนกลาง แต่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้จากหลาย integration และ instance ที่ชุมชนรันเอง ทำให้ผู้ใช้มีอิสระในการเลือกสิ่งที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด

จะเลือกใช้ frontend ไหน?

การเลือกใช้ frontend เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น UI/UX ฟีเจอร์เพิ่มเติม และกลยุทธ์การจัดการอัตราดอกเบี้ย

คุณสามารถเลือก frontend ได้ที่นี่: https://www.liquity.org/frontend-v2

ฉันสามารถรัน instance ของตัวเองแบบ local ได้ไหม?

ได้ครับ คุณสามารถรัน instance ของตัวเองแบบ local ได้ เพียงทำตามคำแนะนำที่ลิงก์นี้:

https://github.com/liquity/bold/tree/main/frontend/app

Trove คืออะไร?

Trove คือเวอร์ชันของ **“vault”** บน Liquity แต่ละ Trove จะเชื่อมโยงกับ Ethereum address และ 1 address สามารถมีหลาย Trove ได้

แต่ละ Trove เปิดโอกาสให้คุณสามารถจัดการเงินกู้ของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับมูลค่า **collateral** และ **หนี้** ตามความต้องการ รวมถึงการตั้งอัตราดอกเบี้ยของคุณเอง

ฉันสามารถใช้สินทรัพย์ค้ำประกันประเภทใดได้บ้าง?

คุณสามารถใช้ ETH, Lido ETH (wstETH) และ Rocket Pool ETH (rETH) ได้

มีการกู้ยืมขั้นต่ำไหม?

ใช่ ต้องกู้ขั้นต่ำ 2,000 BOLD

ฉันต้องชำระคืนเงินกู้เมื่อไหร่?

เงินกู้ที่ออกโดยโปรโตคอลจะไม่มีตารางการชำระคืน คุณสามารถเปิด Trove ทิ้งไว้และชำระหนี้เมื่อไหร่ก็ได้ ตราบใดที่คุณยังคงรักษา LTV ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

มีระยะเวลา Lockup ไหม?

ไม่มีระยะเวลา Lockup ผู้ใช้สามารถถอนสินทรัพย์ค้ำประกันเมื่อใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นคือ การถอนของผู้กู้จะถูกระงับชั่วคราว หากค่า LTV รวมของตลาดกู้ยืมเกิน 75%

ฉันจะตัดสินใจเลือก LTV ของฉันได้อย่างไร?

สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของคุณเป็นหลัก โดยเฉพาะความสามารถในการรับความเสี่ยง และระดับความถี่ที่คุณต้องการจัดการตำแหน่งของคุณเอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจ คุณจะพบตัวเลือกที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าในหน้าต่างผู้ใช้ ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางได้

โปรดทราบว่าตัวอย่างเหล่านี้มีไว้เพื่อการอธิบายเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงหรือความปลอดภัยที่แน่นอน สิ่งสำคัญคือคุณต้องกำหนดระดับความเสี่ยงและความสบายใจของคุณเองในฐานะผู้ใช้

หากค่า LTV ของคุณสูงเกินไป ตำแหน่งของคุณจะถูกชำระบัญชี

การชำระบัญชี (Liquidation) ใน Liquity V2 ทำงานอย่างไร?

Trove จะถูกชำระบัญชีหาก LTV เกินค่าที่กำหนด (90.91% สำหรับ ETH และ 83.33% สำหรับ wstETH และ rETH)

Liquity V2 ใช้ Stability Pool เป็นกลไกหลักในการชำระบัญชี โดยจะดูดซับหนี้และสินทรัพย์ค้ำประกันจากการชำระบัญชี แต่ละตลาดกู้จะมี Stability Pool ของตัวเอง และผู้ฝากใน Pool จะได้รับผลตอบแทนจากการชำระบัญชี (ในรูปแบบสินทรัพย์ค้ำประกันนั้น ๆ) แลกกับการเผาหนี้

หาก Stability Pool ว่างเปล่า จะใช้กลไก Just-In-Time liquidation และการกระจายหนี้/สินทรัพย์ค้ำประกันไปยังผู้กู้รายอื่นในตลาดเดียวกันเป็นทางเลือกสุดท้าย

ผู้กู้ที่ถูกชำระบัญชีจะถูกหักค่าปรับประมาณ 5% และยังสามารถเคลมสินทรัพย์ค้ำประกันที่เหลือหลังการชำระบัญชีได้

กรณีพิเศษคือเมื่อเกิด Redistribution:

* สำหรับ ETH ขาดทุนสูงสุด 10% ของหนี้ หรือเทียบเท่าขาดทุนสูงสุด 9.09% ของสินทรัพย์ค้ำประกัน

* สำหรับ rETH/wstETH ขาดทุน 20% ของหนี้ หรือเทียบเท่าขาดทุนสูงสุด 16.67% ของสินทรัพย์ค้ำประกัน

ฉันจะได้รับค่าตอบแทนอย่างไรเมื่อทำการชำระบัญชี Trove?

การชำระบัญชี Trove จะมีค่าใช้จ่ายด้าน Gas ที่ผู้เริ่มต้นต้องจ่าย โปรโตคอลจึงให้ค่าชดเชย Gas ตามสูตรดังนี้:

**0.0375 WETH + min(0.5% ของสินทรัพย์ค้ำใน Trove, 2 หน่วยของ LST หรือ WETH)**

โดย 0.0375 WETH มาจากเงินมัดจำ Gas ที่สามารถขอคืนได้ ส่วน 0.5% ที่แปรผันนั้นมาจากสินทรัพย์ค้ำที่ถูกชำระบัญชี ซึ่งจะทำให้ผลกำไรจากการชำระบัญชีของ Stability Provider ลดลงเล็กน้อย

ค่า Loan-To-Value (LTV) สูงสุดคือเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ค้ำที่คุณใช้

* ETH มี LTV สูงสุดที่ **90.91%**

* wstETH และ rETH มี LTV สูงสุดที่ **83.33%**

เงินมัดจำค่า Gas ที่สามารถขอคืนได้คืออะไร?

ในการเปิด Trove ใหม่ โปรโตคอลจะกำหนดให้ต้องมีเงินสำรองสำหรับการชำระบัญชีจำนวน **0.0375 ETH** ไม่ว่าจะใช้สินทรัพย์ค้ำประเภทใด เงินก้อนนี้จะถูกกันไว้เพื่อครอบคลุมค่า Gas หากมีการชำระบัญชีเกิดขึ้น และจะถูกคืนให้เมื่อผู้ใช้ปิด Trove (รวมถึงกรณีถูก Redemption)

ฉันจะต้องจ่ายเท่าไหร่สำหรับเงินกู้ของฉัน?

ใน Liquity V2 คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหมาะกับการกู้ระยะสั้นด้วยเช่นกัน

อัตราดอกเบี้ยที่คุณจ่ายขึ้นอยู่กับอัตราที่คุณกำหนดเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณกู้ 10,000 BOLD ที่อัตราดอกเบี้ย 5% คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 500 BOLD หลังจากหนึ่งปี ดอกเบี้ยนี้จะถูกบวกเข้าไปในหนี้คงค้างของคุณ

เมื่อคุณเปิด Trove ครั้งแรก คุณต้องจ่าย **Upfront Borrowing Fee** ซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเฉลี่ยของสินทรัพย์ค้ำในสาขานั้น ๆ เป็นระยะเวลา 7 วัน ค่าธรรมเนียมนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กู้ปิดและเปิด Trove ใหม่บ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก Redemption เพราะจะทำให้ต้นทุนการปรับ Trove บ่อย ๆ สูงขึ้น

อัตราที่ผู้ใช้กำหนด (user-set rates) คืออะไร?

ใน Liquity V2 ผู้ใช้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยเองได้ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้เต็มที่และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้แม่นยำขึ้น ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ระบบปรับตัวตามสภาพตลาด และช่วยรักษา peg ของ BOLD ให้มั่นคง

อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ใช้กำหนดยังช่วยสร้างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้กู้ BOLD และผู้ถือ BOLD ในแบบขับเคลื่อนด้วยตลาดทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้ถือ BOLD สร้างผลตอบแทนจริงที่ยั่งยืนให้กับผู้ฝาก BOLD และผู้ให้สภาพคล่อง

ผู้กู้ควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงในการถูก **redemption** ที่ตนยอมรับได้

หมายเหตุ: Trove ที่ใช้ **delegated interest rates** จะต้องมีอัตราส่วนค้ำประกันเริ่มต้นที่สูงกว่า ทำให้ LTV สูงสุดตอนเปิดหรือกู้เพิ่มถูกจำกัด แต่ LTV สูงสุดก่อนถูกชำระบัญชียังคงเท่ากับ Trove ปกติ

ฉันสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไหม?

ใช่ คุณสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยของคุณได้ตลอดเวลา เนื่องจากผู้ใช้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยเองได้ ทำให้คุณมีอิสระเต็มที่ในการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของคุณ

อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้มีการเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยภายใน 7 วันหลังจากการปรับครั้งก่อน จะมีการเก็บ **Premature Adjustment Fee** กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กู้ปรับอัตราดอกเบี้ยบ่อยครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดลำดับในกระบวนการ Redemption โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเคลื่อนเข้าใกล้จุดที่อาจถูก Redemption

ฉันควรตัดสินใจเลือกอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะกับฉันอย่างไร?

การตั้งอัตราดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงในการถูก Redemption และต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย รวมถึงระดับความถี่ที่คุณอยากจัดการตำแหน่งของตัวเอง

ผู้ใช้สามารถเลือกมอบหมายให้บุคคลที่สามจัดการอัตราดอกเบี้ยแทนได้ โดยบุคคลนั้นจะสามารถตั้งอัตราดอกเบี้ยแทนคุณ และเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการนี้ (ดู [link](../redemptions-and-delegation#what-is-delegation-of-interest-rates))

ถ้าคุณเลือกจัดการอัตราดอกเบี้ยเอง คุณจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการประหยัดจากการใช้อัตราที่ต่ำกว่า กับความเสี่ยงในการถูก Redemption ที่สูงขึ้น รวมถึงความถี่ในการปรับอัตราที่อาจทำให้มีต้นทุนเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียม Premature Adjustment และค่า Gas

เนื่องจาก Redemption จะถูกดำเนินการตามลำดับจากอัตราดอกเบี้ยต่ำไปสูง (สำหรับสินทรัพย์ค้ำประกันแต่ละประเภท) โดยทั่วไปคุณจึงควรเผื่อ buffer ให้มีผู้กู้อื่นที่ตั้งอัตราต่ำกว่าอยู่ก่อนหน้า การเลือกอัตราที่สูงกว่าอาจทำให้ต้นทุนการกู้เพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยให้คุณสบายใจได้มากขึ้นเมื่อเกิดความผันผวนที่ไม่คาดคิดในตลาด

นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูการกระจายอัตราของผู้ใช้อื่น ๆ ได้จาก Histogram และเลือกตำแหน่งของคุณให้เหมาะสมได้

การ Redemption มักจะเกิดขึ้นเมื่อราคา BOLD ต่ำกว่า \$1 หักด้วยค่าธรรมเนียม Redemption ปัจจุบัน การติดตาม [ประวัติการ Redemption](https://dune.com/liquity/liquity-v2#redemptions) สามารถช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงโดยรวม และใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการเลือกอัตราดอกเบี้ยได้

โดยทั่วไป ผู้ที่พร้อมจะเฝ้าติดตามตำแหน่งของตนเองอย่างใกล้ชิด หรือกู้ในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ในทางกลับกัน ผู้ใช้ที่ต้องการกู้แบบระยะยาวและไม่อยากปรับบ่อย ๆ จะเหมาะกับการตั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อความมั่นใจและความสบายใจมากกว่า

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอาจอยู่ที่เท่าไหร่?

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะถูกกำหนดโดยตลาดอย่างต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยทั่วไปคาดว่าอัตราจะใกล้เคียงกับการกู้บน Sky หรือ Aave ด้วย ETH หรือ staked ETH อย่างไรก็ตาม ด้วยความยืดหยุ่นที่ผู้ใช้สามารถตั้งอัตราเองได้ จึงอาจทำให้บางช่วงมีผู้ใช้บางรายจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก

เนื่องจาก 75% ของรายได้ดอกเบี้ยถูกส่งตรงให้กับผู้ฝาก BOLD เราจึงคาดว่าผลตอบแทนจากการฝาก stablecoin จะใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่ CDP และตลาดกู้ยืมอื่น ๆ เสนอ และด้วยความน่าสนใจของ BOLD รวมถึงการมี use case ภายนอก (monetary premium) ก็อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยการกู้โดยรวมต่ำกว่าที่แพลตฟอร์มอื่นนำเสนอด้วยซ้ำ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ spread ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ได้ใน [บทความนี้](https://www.liquity.org/blog/liquity-v2-a-de-facto-reference-rate-for-defi)

อะไรคือปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงของ Trove ของฉัน?

มีปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ต้องพิจารณา:

* **Loan-to-Value (LTV)**: อัตราส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งส่งผลต่อความเสี่ยงในการถูก [ชำระบัญชี]

* **Interest Rate (IR)**: อัตราดอกเบี้ยที่คุณเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งส่งผลต่อความเสี่ยงในการถูก [Redeem]

คุณมีความยืดหยุ่นในการตั้งค่าพารามิเตอร์เหล่านี้ตามที่คุณต้องการ ทำให้คุณควบคุมระดับความเสี่ยงของแต่ละ Trove ได้ และคุณยังสามารถสร้างหลาย Trove ภายใต้ Address เดียวกัน เพื่อจัดการโปรไฟล์ความเสี่ยงที่แตกต่างกันในพอร์ตของคุณได้

มีค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมหรือไม่?

เพื่อป้องกันกลยุทธ์การเลี่ยง Redemption ของ Trove ที่ผู้กู้พยายามลดการจ่ายดอกเบี้ยอย่างไม่เป็นธรรม จะมีการเก็บ **“ค่าธรรมเนียมปรับก่อนกำหนด” (premature adjustment fee)** เล็กน้อย หากมีการเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยภายใน 7 วันนับจากการปรับครั้งก่อน (หรือการเปิด Trove)

ค่าธรรมเนียมนี้จะเท่ากับดอกเบี้ยเฉลี่ย 7 วันของตลาดกู้นั้น ๆ และแตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ใช้ตั้งไว้เอง

ค่าธรรมเนียมจะถูกคิดเป็น BOLD และถูกเพิ่มเข้าไปในหนี้ของ Trove โดยจะถูกเก็บในกรณีดังนี้:

* เมื่อมีการเปิด Trove ใหม่

* เมื่อมีการเพิ่มหนี้ (โดยจะกระทบเฉพาะส่วนหนี้ที่เพิ่มเข้าไป)

ฉันสามารถเปิด Trove (กู้ยืม) ได้กี่อันภายใต้ Address เดียว?

คุณสามารถเปิดหลาย Trove ได้ ภายใต้ Address เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ค้ำชนิดเดียวกันหรือคนละชนิดกัน โดยแต่ละ Trove จะถูกแทนด้วย NFT แยกกัน

Trove โอนย้ายได้ไหม?

ใช่ Trove ถูกแทนด้วย NFT (ERC-721) จึงสามารถโอนย้ายระหว่างกระเป๋าได้ง่าย เมื่อคุณส่ง NFT คุณก็มอบสิทธิ์การเข้าถึง Trove และเงินทั้งหมดภายในไปด้วย

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ขั้นสูงอย่างการ “ขาย” Trove บนตลาดรอง เช่น OpenSea นั้นมีความเสี่ยงในตัวเอง ควรใช้อย่างระมัดระวัง

ฉันจะทำการ Loop Exposure ได้อย่างไร?

การ Looping คือการกู้ BOLD โดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน (ETH, wstETH หรือ rETH) ที่คุณฝากไว้ แล้วนำ BOLD นั้นไปซื้อสินทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม เพื่อขยายการถือครองของคุณต่อสินทรัพย์หลัก

Liquity V2 มาพร้อมระบบอัตโนมัติ (zapper) ที่ทำให้คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว

อย่าลืมเลือก frontend ที่รองรับฟังก์ชันนี้ และควรระวังเรื่องสภาพคล่อง (liquidity) และราคาผันผวนจาก slippage ด้วย

ความเสี่ยงของสินทรัพย์ค้ำประกันถูกบรรเทาอย่างไร?

Liquity V2 จะมีตลาดกู้แยกกัน 3 ตลาดตามประเภทสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยแต่ละตลาดจะมี Stability Pool ของตัวเอง (เพื่อให้การชำระบัญชีมีประสิทธิภาพ), อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ใช้ตั้งเอง, และค่า LTV ที่เหมาะสมกับสินทรัพย์นั้น ๆ (ETH, wstETH และ rETH)

การบรรเทาความเสี่ยงทำได้ผ่านมาตรการ เช่น

* การจำกัดการกู้ชั่วคราวเมื่อระดับการค้ำประกันของตลาดต่ำ

* กลไก Redemption ที่ให้ความสำคัญกับการใช้สินทรัพย์ค้ำที่มี Stability Pool รองรับน้อยกว่า

* การปิดการใช้งานสินทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral Shutdown) เป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาสมดุลระบบและป้องกันความไม่มั่นคงของตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการเหล่านี้ BOLD ยังคงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ค้ำทั้งสามที่กล่าวมา และไม่สามารถรับประกันได้อย่างเด็ดขาดว่าจะยังคง Overcollateralized หากเกิดการล่มสลายของสินทรัพย์ค้ำใดสินทรัพย์หนึ่งอย่างกะทันหัน

ระบบแบ่งแยกความเสี่ยงระหว่าง LST แต่ละตัวอย่างไร?

สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย:

* Borrowers (ผู้กู้): ความเสี่ยงของสินทรัพย์ค้ำจำกัดอยู่แค่สินทรัพย์ที่ผู้กู้ใช้ค้ำประกัน ผู้กู้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการล้มเหลวของสินทรัพย์ค้ำประเภทอื่น

* BOLD Holders (ผู้ถือ BOLD): ในฐานะที่ BOLD เป็น stablecoin แบบ multi-collateral การคงสภาพ overcollateralized ขึ้นอยู่กับการชำระบัญชีที่มีประสิทธิภาพในทุกตลาดกู้ ผู้ถือจึงเผชิญความเสี่ยงจากสินทรัพย์ค้ำทั้งหมดที่ระบบรองรับ

* Earners (ผู้ฝากใน Stability Pool): ผู้ฝากใน Stability Pool จะได้รับ exposure แค่กับสินทรัพย์ที่พวกเขาเลือก แต่ในฐานะที่ยังถือ BOLD อยู่ พวกเขาก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากการ depeg ได้เช่นกัน

มีกลไกอะไรบ้างถ้า Stability Pool ว่างเปล่า?

หาก Stability Pool ไม่สามารถครอบคลุมหนี้ได้ทั้งหมดและถูกใช้จนหมด ระบบจะเปลี่ยนไปใช้กลไกการชำระบัญชีสำรอง โดยผู้ Liquidator สามารถเลือกได้ระหว่าง 2 วิธี:

Just-in-time (JIT) liquidation: ผู้ Liquidator ส่ง BOLD เท่ากับหนี้ที่เหลือ แลกกับ ETH (staked) มูลค่า 105% ของหนี้ที่เหลืออยู่

Redistribution: ผู้ Liquidator เรียกใช้กลไก Redistribution ซึ่งจะกระจายหนี้และสินทรัพย์ค้ำทั้งหมดของ Trove ไปยังผู้กู้รายอื่นในตลาดสินทรัพย์ค้ำชนิดเดียวกัน โดยสัดส่วนจะอิงจากปริมาณสินทรัพย์ค้ำของแต่ละราย ทำให้ผู้กู้เหล่านั้นได้รับส่วนแบ่งของสินทรัพย์ที่ถูกชำระบัญชี พร้อมกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน

ทำไม Recovery Mode ถึงถูกนำออกใน V2?

การนำ Recovery Mode ออกทำให้ผู้กู้สามารถใช้ LTV สูงได้ตลอดเวลา (สูงสุดถึง ~11x leverage) โดยไม่ขึ้นกับสถานะของระบบ

ใน V1 Recovery Mode จำเป็นเพราะ Stability Pool ไม่สามารถให้ yield ที่ยั่งยืนได้ ทำให้ต้องพึ่ง Redistribution มากเกินไปในระยะยาว ขณะที่ใน V2 มีการจ่าย real yield ให้ Stability Provider และมี adaptive redemption logic ที่ช่วยให้ Stability Pool มีขนาดเพียงพอ

มาตรการทดแทน Recovery Mode

หาก Total Collateralization Ratio (TCR) ของตลาดกู้ใดตกต่ำกว่าระดับที่กำหนด ระบบสามารถ ปิดตลาดกู้ (Collateral Shutdown) ได้:

  • ETH: ปิดเมื่อ TCR < 110%

  • wstETH / rETH: ปิดเมื่อ TCR < 120%

การปิดนี้ทำผ่านการกระตุ้นให้มี Redemption กับสินทรัพย์ค้ำดังกล่าว

นอกจากนี้ หาก TCR ตกต่ำกว่าค่า Critical Collateral Ratio (CCR) = 150% ระบบจะบังคับใช้ข้อจำกัดเพิ่มเติม เช่น:

  • เปิด Trove ได้ ก็ต่อเมื่อทำให้ TCR > 150%

  • ปิด Trove ได้ ก็ต่อเมื่อทำให้ TCR > 150%

  • การปรับ Trove: ถ้าจะกู้เพิ่มต้องทำให้ TCR > 150% และถ้าถอนค้ำ $x ต้องชำระหนี้คืนอย่างน้อย x BOLD

  • การปรับดอกเบี้ย: ทำได้ก็ต่อเมื่อไม่ทำให้เกิดหนี้ใหม่จากค่าธรรมเนียมปรับก่อนกำหนด

ถ้ามีปัญหากับ frontend ควรทำอย่างไร?

โดยปกติปัญหานี้มักเกิดจาก ISP หรือการบล็อกด้วย DNS ตามพื้นที่ แนะนำให้ลองทำดังนี้:

* เปลี่ยนไปใช้ [frontend](https://www.liquity.org/frontend-v2) ผู้ให้บริการอื่น

* เปลี่ยนตำแหน่ง VPN (หรือปิด VPN ไปเลย)

* เปลี่ยน RPC ในกระเป๋าเงินของคุณ

* ใช้อินเทอร์เน็ตมือถือแทน (tether)

* ปิดการใช้งาน "secure DNS" ในการตั้งค่าเบราว์เซอร์

Last updated

Was this helpful?